วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องที่สนใจ

ด้วง


ด้วงคีม ทั้งสองเพศทั้งสองเพศมีสีดำ ค่อนข้างเรียบและมันเป็นเงา เพศผู้มีเขายาวคล้ายด้วงคีมยีราฟแต่แตกต่างที่ด้านข้างของอกปล้องแรกไม่มีหนามแหลมยื่นออกมาเหมือนที่พบในด้วงคีมยีราฟ เขาโค้งลงเล็กน้อย มีฟันใหญ่ที่ด้านในของเขาบริเวณฐาน และมีฟันซี่ใหญ่ที่ตรงกลาง เขานี้เล็กมากในตัวผู้ขนาดเล็ก และมีฟันเล็กๆ เรียงกันไปจนถึงปลายเขา เพศเมียมีขอบด้านข้างของสันหลังอกโค้งเรียบ ขอบด้านหน้าแคบกว่าส่วนอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

อาชีพที่ใฝ่ฝัน


หมอเป็นอาชีพที่ผมอยากเป็นเพราะ
จะได้ช่วยให้คนอื่นหายจากอาการไม่สบาย
เมื่อพ่อเเม่พี่น้องผมไม่สบายจะได้รักษาให้หาย

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เรื่องแปลก




เห็ดยักษ์อาร์มิลลาเรีย ออสโตเย (Armillaria Ostoyae) เป็นเห็ดในตระกูล อาร์มิลลาเรีย หรือที่ชาวอเมริกันเรียกว่า "เห็ดน้ำผึ้ง" ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1988 ในพื้นที่ป่าบลูเมาเท่นใน รัฐโอเรกอน ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา มีการวัดขนาดของมันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1992 พบว่ามันครอบคลุมพื้นที่ราว 6.5 ตารางกิโลเมตร ต่อมามีการวัดอีกทีในปี 2003 ขนาดของมันขยายขึ้นครอบคลุมพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอีกเกือบเท่าตัว ปัจจุบันนี้ เห็ดยักษ์ดังกล่าวที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอล 1,665 สนาม หรือเกือบเท่าๆ กับ 10 ตารางกิโลเมตร เลยนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบมันยังไม่แน่ใจว่า อายุของเห็ดยักษ์ที่รัฐโอเรกอนนี้เท่าใดกันแน่ แต่หากใช้อัตราการเติบโตในแต่ละปี ณ เวลานี้มาใช้คำนวณจะได้อายุของเห็ดดังกล่าวนี้ว่าสูงถึง 2,400 ปี มาแล้ว อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้เช่นกันที่ว่าเห็ดต้นนี้จะมีอายุเก่าแก่ถึง 8,650 ปี ทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่อีกต่างหาก


ทีมของนักวิทยาศาสตร์ด้านป่าไม้และพันธ์ุพืชของสหรัฐอเมริกาค้นพบเห็ดยักษ์ดังกล่าวนี้เมื่อเข้าไปตรวจสอบพื้นที่สำหรับจัดทำแผนที่ประชากรในป่าบลูเมาเท่น ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของรัฐโอเรกอน โดยเก็บตัวอย่างจากส่วนต่างๆ ของมันมาตรวจวิเคราะห์ในจานเพาะเลี้ยงเพื่อดูความเข้ากันได้ของมันที่จะแสดงให้เห็นว่ามันเป็นเห็ดต้นเดียวหรือไม่ ส่วนการวัดขนาดนั้น นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการเก็บตัวอย่างจากริมขอบหลายๆ ด้านมาตรวจดีเอ็นเอ เพื่อเปรียบเทียบว่ามันขยายตัวออกมาไปมากน้อยขนาดไหน


จากการตรวจสอบพบว่านอกจากเห็ดดังกล่าวจะมีพันธุกรรมที่ดีแล้วการที่มันยังมีชีวิตอยู่และเติบใหญ่ไปเรื่อยๆ เป็นเพราะสภาวะแวดล้อมที่ไม่เปลี่ยนแปลงในพื้นที่ป่าดังกล่าว นอกจากนั้นการที่มันมีส่วนหนึ่งคล้ายๆ รากอากาศงอกออกมาจากดอกเห็ดสานต่อกันเป็นเครือข่ายออกไปเรื่อยๆ ช่วยทำให้เห็ดชนิดนี้ขยายตัวออกไปไม่หยุดยั้งเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ๆ จนมีขนาดมหึมาดังกล่าว
ทีเดียว

เรื่องที่สนใจ



ดาบมีหลายแบบและหลายประเภท แต่สามารถแบ่งชนิดหลักๆ ออกได้ ๓ ชนิดดังนี้
ดาบยาว (Long Sword)

๑. "ตาชิ" (Tachi) ดาบยาวของทหารม้า มีความโค้งของใบดาบมาก ใช้ฟันจากหลังม้า มีความยาวของใบดาบมากกว่า ๗๐ เซนติเมตร

๒. "คาตานะ" (Katana) ดาบที่มาแทนที่ดาบตาชิของทหารม้า ตั้งแต่กลางสมัยมุโรมาชิ (ราว พ.ศ. ๒๐๐๐) สามารถใช้ต่อสู้บนพื้นดินได้คล่องตัวกว่า เพราะมีความโค้งน้อยควบคุมได้ง่าย ความยาวใบดาบโดยประมาณ ๖๐.๖ เซนติเมตรขึ้นไปถึง ๗๐ เซนติเมตร

ดาบขนาดกลาง (Medium Sword)

"วากิซาชิ" (Wakizashi) ดาบที่ใช้พกพาคู่กับดาบคาตานะของซามูไร ใบดาบมีความยาวตั้งแต่ ๑๒ นิ้วถึง ๒๔ นิ้ว ดาบที่ซามูไรใช้สำหรับทำ "เซปปุกุ" เมื่อยามจำเป็น และเป็นดาบที่ซามูไรสามารถนำติดตัวเข้าเคหสถานของผู้อื่นกรณีเป็นผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องฝากไว้กับคนรับใช้ ตามปกติซามูไรจะพกดาบสองเล่ม และโดยธรรมเนียมห้ามพกดาบยาวเข้ามาในบ้านของผู้อื่น ต้องฝากไว้หน้าบ้านเท่านั้น



ดาบขนาดสั้น (Short Sword)

๑. "ตันโตะ" (Tanto) มีลักษณะคล้ายมีดสั้น ความยาวน้อยกว่าดาบวากิซาชิ

๒. "ไอกุชิ" (Aikuchi) คล้ายมีดไม่มีที่กั้นมือ ใช้สำหรับพกในเสื้อ เหมาะกับสตรี

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พิพิธภัณฑ์ตะเกียงโบราณ จังหวัดปราจีนบุรี

ตะเกียงเจ้าพายุ ตะเกียงไขราน รวมไว้มากกว่า 10,000 ดวงใครไม่เคยเห็นตะ
เกียงสมัยเก่ารุ่นคุณปู่คุณย่าท่านเคยใช้ให้แสงสว่างในยามค่ำคืนจำนวนมากที่
สุดในประเทศไทย ต้องแวะมาชม “ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ” โดยนายณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์เจ้าของพิพิธภัณฑ์ฯ ได้รวบรวมไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยว
กับวิถีชีวิตของคนไทยสมัยเก่า จากจุดเริ่มต้นรับซื้อของเก่าประเภทเหล็กเศษ
โลหะ ซึ่งจะมีตะเกียงเจ้าพายุติดมากับพวกเศษโลหะด้วย จนกระทั่งมีผู้ที่สนใจ
มาสอบถามและเลือกซื้อตะเกียงเจ้าพายุเก่าโดยให้ราคาค่อนข้างสูงผู้สร้าง
จึงเริ่มเก็บสะสมเรื่อยมาจนมีเป็นจำนวนมากและได้จัดสร้างรวบรวมจัดแสดง
ไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 135 ถนนปราจีน-ตคาม ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีอยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีน
บุรีประมาณ 7กิโลเมตรตัวพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งพื้นที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้
โบราณอย่างชัดเจนแบ่งเป็น 4 อาคาร ได้แก่

อาคารที่ 1 จัดแสดงเกี่ยวกับสิ่งของโบราณหลากชนิด เช่น เครื่องเงินเครื่อง
ทองเหลือง เตารีดโบราณ เครื่องปั้นดินเผา ตู้เย็นใช้น้ำมันกาดพัดลมใช้น้ำมัน
กาดนาฬิกา รวมทั้งตะเกียงที่หายากหลากชนิดทั้งยังมีตะเกียงที่มีการใช้งาน
เฉพาะเช่น ตะเกียงฉายสไลด์


อาคารที่ 2 จัดแสดงเกี่ยวกับถ้วยชามโบราณ ถาดกระเบื้อง โถพู ขวดน้ำอัดลม
ซุ้มกาแฟโบราณ เครื่องทองเหลืองขันลงหิน เตาน้ำมันกาด รถจักรยาน รวมถึง
จักรยานอเนกประสงค์ที่มีหลักการทำงานเป็นสองส่วนคือใช้เป็นจักรยานและรถ
จักรยานยนต์มีระบบการใช้งานอย่างไรต้องไม่พลาดแวะไปชม จากนั้นมาย้อน
รำลึกถึงวัยเยาว์ด้วยของเล่นนานาชนิด -ของเล่นที่ผลิตจากสังกะสี รถจักรยาน
สามล้อสำหรับเด็ก ถัดมาอีกหนึ่งห้องจัดแสดงเรื่องราวของพระเช่น พระผง
พระเหรียญ ห้องสุดท้ายของอาคารเป็นการจัดแสดงของเครื่องชั่งสมัยโบราณ
ที่มีหลายขนาด



อาคารที่ 3 จัดแสดงเรื่องเล่ารูปเก่าของเมืองปราจีนบุรี รวมทั้งรูปของพระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จประพาสจังหวัดปราจีนบุรี ณ วัดแก้ว
พิจิตร รวมทั้งหนังสือเก่านานาชนิด แสตมป์ ลอตเตอรี่รุ่นแรกของไทย

อาคารที่ 4 จัดสร้างจากรูปแบบของตะเกียงเจ้าพายุ โดยมีส่วนสูงประมาณ 13 เมตรเป็นอาคารที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์โดยรอบตลอดทาง
เดินรอบตัวอาคารทั้ง 4 อาคาร โดยเฉพาะพื้นที่บนเพดานจะถูกจับจองเป็นที่
แขวนของตะเกียงเจ้าพายุทุกตารางนิ้ว นับรวมแล้วมีมากกว่า 10,000 ดวง
โดยผลิตจากนานาประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สวีเดน ฮ่องกง จีน
ออสเตรเลียและไทย เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินทางมาชมสามารถ
แวะ มาได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ โทร.0-3746-5300, 0-3746-5333 หรือ http://www.yusuksuwanmuseum.com/

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การเเข่งจักรยานหญิง


การแข่งจักรยานนั้นมีความยากมาก
แต่คนไทยก็คว้าเหรียญทองมาได้